หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับสนองพระบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 และได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในการดำเนินภารกิจเร่งด่วน 4 ด้าน คือ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านความมั่นคง 3. ด้านภัยธรรมชาติ 4. ด้านภัยสังคม โดยด้านเศรษฐกิจนั้น นายอนุทิน ระบุว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการ ลดรายจ่าย ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ขนส่ง ให้แก่ประชาชน แก้ปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นฐานรากของสังคมไทย ซึ่งการสานต่อโครงการคนละครึ่ง เป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนายอนุทิน
(13 ก.ย. 68) นายอนุทิน กล่าวว่า จากการหารือกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการนำโครงการ “คนละครึ่ง” มาใช้อีกครั้ง ต่างเห็นว่าแม้เป็นโครงการเดิมแต่เมื่อเป็นสิ่งที่ดีก็สามารถนำมาใช้ได้ จากการพูดคุยกันเพิ่มเติมกระทรวงการคลังเสนอให้ใช้อัตรา 60 : 40 สำหรับผู้เสียภาษี แต่โดยรวมประชาชนได้ประโยชน์ ประเทศชาติได้ประโยชน์ ถ้าเราใช้อัตราดังกล่าวกับผู้เสียภาษีก็จะทำให้คนเข้ามาในระบบภาษีเพิ่มมากขึ้น ประเทศชาติก็จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
เพื่อให้การเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเดินหน้าได้ทันที จึงได้มีการเตรียมทีมเศรษฐกิจ และวางแนวทางดำเนินงานไว้ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่จะไม่ใช่เพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายชั่วคราว แต่มีเป้าหมายระยะยาวในการวางรากฐานเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนในการบริหารการคลังของประเทศ สิ่งสำคัญคือต้องการให้โครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งประชาชนและประเทศ ไม่ใช่แค่การแจกเงิน
ส่วนหลักเกณฑ์ผู้ที่จะได้รับสิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่นี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จะแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
- ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มีอยู่ประมาณ 11 ล้านคน จะได้รับสิทธิพิเศษ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือรูปแบบ 60 : 40
- ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงได้รับสิทธิแบบเดิม คือ 50 : 50 รัฐช่วยจ่าย 50% และประชาชนออก 50%
หลักเกณฑ์โครงการจะยังคงใกล้เคียงกับโครงการ “คนละครึ่ง” เดิมประมาณ 80 - 90% เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน แต่จะเพิ่มกลยุทธ์ใหม่ เช่น สิทธิ 60 : 40 สำหรับผู้เสียภาษี เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและทำให้โครงการมีความน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ระบบสำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” มีความพร้อมสามารถนำกลับมาใช้ได้ทันที เนื่องจากโครงสร้างเดิมยังคงอยู่ โดยใช้แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เช่นเดิม แต่รายละเอียดต่าง ๆ ยังสามารถปรับได้ตามที่รัฐบาลเห็นชอบ ผู้ที่เคยยืนยันตัวตนแล้วสามารถใช้งานต่อได้ ส่วนร้านค้าอาจต้องเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มเติม
ยืนยันว่าด้านเทคนิคไม่มีปัญหา
สำหรับงบประมาณเบื้องต้น หากโครงการเริ่มเดือนตุลาคม 2568 จะใช้เงินจากงบประมาณปี 2569 ภายใต้กรอบงบกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 25,000 ล้านบาท หากมีความจำเป็นต้องขยายวงเงินหรือเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ รัฐบาลอาจพิจารณานำงบกลางจากรายการอื่นมาสนับสนุนได้ เพื่อให้เกิดผลคุ้มค่าสูงสุด และโครงการ “คนละครึ่ง” ถือเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ จึงมั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และหนึ่งในทีมเศรษฐกิจ กล่าวว่า กระทรวงการคลังยืนยันว่ามีงบประมาณรองรับแล้วประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ทันทีหากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เริ่มทำงานและอนุมัติ เชื่อว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์หลังคณะรัฐมนตรีเริ่มทำงาน จะสามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที ซึ่งนายอนุทินมีแนวโน้มอยากขยายวงเงินมากกว่า 25,000 ล้านบาท หากมีความจำเป็นและงบประมาณเอื้ออำนวย ส่วนกลุ่มเป้าหมาย แม้โครงการครั้งก่อนจะจำกัดสิทธิให้เฉพาะผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและกลุ่มเปราะบาง แต่รอบใหม่นี้อาจมีการขยายสิทธิไปยังกลุ่มอื่นเพิ่มเติม และอาจมีการกำหนดจำนวนสิทธิที่จะใช้ต่อสัปดาห์เพื่อให้จำนวนเงินกระจายอย่างทั่วถึงและไม่กระจุกตัว สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ นั้น ขอให้ผู้ค้าไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง หากขายดีจนต้องเสียภาษี ถือเป็นหน้าที่ในการเสียภาษีตามปกติ แต่จะไม่มีการตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีร้านค้าย้อนหลัง
หากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีมติอนุมัติ โครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่จะเปิดให้ใช้สิทธิได้เร็วที่สุดในเดือนตุลาคม 2568 โดยรัฐบาลคาดหวังว่าการปรับรูปแบบในครั้งนี้ ยังเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้ผู้เสียภาษี 11 ล้านคน ซึ่งถือเป็นกำลังหลักทางเศรษฐกิจของประเทศได้รับประโยชน์โดยตรง และพร้อมเดินหน้าร่วมกับรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้น
ขณะที่ภาคเอกชน รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่ภาคเอกชนและประชาชนเริ่มเห็นด้วยกับโครงการ “คนละครึ่ง” ที่จะนำกลับมาใช้ เพราะเชื่อว่าจะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อและการจับจ่ายภายในประเทศที่เร็วที่สุด ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีการอัดงบประมาณกับโครงการ “คนละครึ่ง” 25,000 ล้านบาท จะทำให้มีเงินเข้าไปหมุนเวียนในเศรษฐกิจกว่า 50,000 ล้านบาท ประชาชนที่มีเงินออมเหลืออาจมีการจับจ่ายเพิ่มขึ้นทำให้เงินที่หมุนเวียนในระบบสามารถอยู่ในระดับ 70,000 - 100,000 ล้านบาทได้ เมื่อรวมกับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และการเร่งขับเคลื่อนนโยบายการคลัง จะสามารถดันให้เศรษฐกิจไทยขยายได้ที่ 2.5%