(28 ก.ย. 68) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 80 (United Nations General Assembly: UNGA) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หัวข้อการอภิปรายทั่วไปของปีนี้ คือ “น้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ย้ำเตือนเราว่าสหประชาชาติจะเข้มแข็งที่สุดเมื่อเราร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว ประเทศไทยตั้งใจที่จะทำหน้าที่ในส่วนของเรา โดยกองกำลังรักษาสันติภาพของไทยได้ปฏิบัติหน้าที่ในทุกมุมโลก เพื่อช่วยฟื้นฟูวิถีชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิดไปแล้วกว่าร้อยละ 99 ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยการดำเนินการของไทยไม่ได้เป็นเพราะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฯ แต่เป็นการคืนพื้นที่ให้แก่ชุมชน เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตและเติบโต โดยเป็นการทำตามหน้าที่ของเราที่มีต่อประชาชน การปกป้องผู้คนในประเทศเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภารกิจที่ต้องกระทำ ทั้งนี้วิสัยทัศน์ของการเป็นประชาคมหนึ่งเดียวกันต้องเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัว ในภูมิภาคของเรา สันติภาพและเสถียรภาพยังเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประชาคมระหว่างประเทศภายใต้อาเซียน
ความท้าทายยังคงมีอยู่ระหว่างเพื่อนบ้านด้วยกัน แม้แต่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุด ความขัดแย้งระหว่างกันก็สามารถเกิดขึ้นได้ โดยต้องยอมรับว่า สถานการณ์กับกัมพูชาในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นที่พึงประสงค์หรือเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เป็นที่น่าเสียใจว่า กัมพูชายังคงสร้างภาพให้ตนเองเป็นผู้ถูกกระทำ ให้ข้อเท็จจริงในแบบฉบับที่ไม่สามารถยืนยันได้เมื่อถูกตรวจสอบครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นเพราะว่าสิ่งที่กล่าวเป็นการบิดเบือนความจริง เราต่างรู้ว่าใครคือผู้ถูกกระทำที่แท้จริง ผู้ถูกกระทำที่แท้จริงคือ ทหารไทยที่ต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิด คือเด็ก ๆ ที่โรงเรียนถูกโจมตี และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่กำลังจับจ่ายซื้อของในวันนั้นที่ร้านสะดวกซื้อที่ถูกโจมตีจากจรวดของฝ่ายกัมพูชา
ก่อนหน้านี้ตนเองได้พบกับผู้แทนกัมพูชาที่สหประชาชาติแห่งนี้ เราได้พูดคุยกันในเรื่องสันติภาพ การเจรจา ความไว้ใจ และความเชื่อมั่น ประเด็นเหล่านี้ได้รับการยืนยันในการหารืออย่างไม่เป็นทางการ 4 ฝ่าย จัดโดยสหรัฐอเมริกา เราขอขอบคุณนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สำหรับความมุ่งมั่นต่อสันติภาพ แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า คำกล่าวของกัมพูชาในครั้งนี้ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับคำกล่าวในการหารือนั้น ตั้งแต่เริ่มแรกกัมพูชาเป็นผู้ริเริ่มความขัดแย้งด้วยความตั้งใจที่จะขยายข้อพิพาทชายแดนไปสู่ความขัดแย้งระดับชาติ และทำให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ
หมู่บ้านที่กัมพูชาอ้างถึงในคำกล่าวก่อนหน้านี้ตั้งอยู่ในเขตแดนของประเทศไทย โดยตามข้อเท็จจริง หมู่บ้านเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะประเทศไทยได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมที่จะเปิดชายแดนในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เพื่อให้ประชาชนหลายแสนคนได้หลบหนีจากสงครามกลางเมืองและมีที่พักพิงในประเทศไทย แม้ว่าสงครามกลางเมืองได้สิ้นสุดและที่พักพิงได้ปิดตัวลง แต่หมู่บ้านของกัมพูชายังคงขยายขอบเขตตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และแม้ว่าประเทศไทยได้พยายามที่จะประท้วงอย่างต่อเนื่อง แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องที่จะจัดการกับปัญหาการบุกรุกดังกล่าว
เมื่อสันติภาพกลับคืนสู่กัมพูชาภายหลังจากข้อตกลงสันติภาพปารีส ค.ศ. 1991 (พ.ศ. 2534) ประเทศไทยได้ช่วยสร้างและฟื้นฟูให้กัมพูชาสามารถรักษาสันติภาพของชาติตนได้ เราได้ช่วยสร้างบ้านเรือน ถนน และ โรงพยาบาล เพราะว่าสันติภาพของกัมพูชานั้นเป็นผลประโยชน์ของไทยด้วยเช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านควรทำเพื่อกันและกัน
ข้อตกลงหยุดยิงยังคงเปราะบางจำเป็นต้องทำให้ข้อตกลงนี้เกิดผล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่น และการกระทำที่จริงใจจากทั้ง 2 ฝ่าย แต่เป็นที่น่าเสียใจว่ากัมพูชายังคงยั่วยุอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการระดมพลเรือนเข้ามาในเขตแดนของไทยและยิงเข้ามาทางฝั่งไทย ถือเป็นการบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยเหตุการณ์ล่าสุดกองกำลังไทยยังคงตรวจพบโดรนลาดตระเวนของฝ่ายกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามาดินแดนไทยทุกวันบริเวณชายแดน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และข้อตกลงหยุดยิง
ไทยจะดำเนินการทุกวิถีทางที่สามารถกระทำได้เพื่อหาทางออกโดยสันติต่อปัญหากับกัมพูชา ในขณะเดียวกัน ไทยจะยังคงยืนหยัดเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดนของเรา โดยไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือกับเรา เพื่อแก้ไขความแตกต่างผ่านการหารือโดยสันติและกลไกที่มีอยู่ ในวันนี้ประเทศของเราทั้ง 2 ต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางในฐานะที่เป็นเพื่อนบ้านและมิตรกัน ประเทศไทยขอถามกัมพูชาว่า จะเลือกเส้นทางใด เส้นทางของการเผชิญหน้าหรือเส้นทางของสันติภาพและความร่วมมือ ซึ่งประเทศไทยขอเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ สำหรับประเทศไทย การเจรจา ความไว้วางใจและความสุจริตใจ ไม่ใช่เป็นเพียงคำพูด แต่คือหนทางในการเดินต่อไปภายหน้า เราจะยังคงยึดมั่นในหลักการเหล่านี้ในการดำเนินความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนต่าง ๆ ทั้งในอาเซียนและนอกเหนือออกไป รวมถึงมหาอำนาจต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่การมีสันติภาพที่ยั่งยืนและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
ซึ่งก่อนหน้าที่นายสีหศักดิ์จะกล่าวถ้อยแถลง นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ได้กล่าวถ้อยแถลงระบุว่า ผิดหวังต่อการดำเนินการฝ่ายเดียวของเพื่อนบ้าน ทั้งการใช้กำลังยึดครองพื้นที่ การใช้แผนที่ที่ไม่เป็นไปตามสนธิสัญญา การขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่อยู่อาศัย ซึ่งล้วนเป็นการละเมิดทั้งอธิปไตยบูรณภาพแห่งดินแดนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้จะเผชิญกับการยั่วยุเรื่อยมา กัมพูชายังปฏิบัติตามเงื่อนไขหยุดยิงอย่างเคร่งครัดด้วยความอดทนอดกลั้น กระทั่งล่าสุดเกิดเหตุโจมตีโดยไม่มีการยั่วยุจากกัมพูชาแต่เรายังไม่ตอบโต้เพื่อแสดงความมุ่งมั่นต่อสันติภาพ
สำหรับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธยิงหลายขนาดเข้ามาในพื้นที่เขตอธิปไตยไทย บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานีนั้น มีลำดับเหตุการณ์สำคัญที่กองทัพบกได้บันทึกไว้ ดังนี้
• 11.55 น. ตรวจพบเสียงปืน ค. และปืนกลจากฝ่ายกัมพูชา บริเวณเนิน 677
• 12.00 น. ตรวจพบเสียงปืน ค. จากเนิน 677 ไปยังเนิน 600
• 11.55 - 12.07 น. ฝ่ายกัมพูชายิงเครื่องยิงลูกระเบิด 40 มม. และปืนเล็กยาวใส่เนิน 600
• 12.10 น. ฝ่ายกัมพูชายิงปืนกล 93 ใส่เนิน 527 (3 ชุด ชุดละ 5 นัด)
• 12.16 น. ฝ่ายกัมพูชายิงปืนเล็กยาวใส่เนิน 600
• 12.23 - 12.35 น. ฝ่ายกัมพูชายิงปืนไม่ทราบชนิด 3 นัด และปืน ค. รวม 11 นัด จากพื้นที่ช่องอานม้า ไม่ทราบเป้าหมาย
• 13.00 น. ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) ของกัมพูชา เดินทางเข้าพื้นที่ช่องอานม้าในช่วงบ่าย
• 13.15 น. พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงชี้แจงในทันทีหลังเหตุการณ์ยิงยั่วยุของฝ่ายกัมพูชา โดยบิดเบือนอ้างว่าฝ่ายไทยโจมตีไปยังฐานทหารกัมพูชา จากนั้นสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยังได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อขยายผลเหตุการณ์ดังกล่าว
• 13.30 น. พื้นที่ช่องอานม้าไม่ปรากฏการยิงเพิ่มเติม ทั้งสองฝ่ายตรึงกำลังประจำแนว
พลตรี วินธัย กล่าวว่า เมื่อประมวลลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างถี่ถ้วนแล้ว พบว่ามีลักษณะ “การทำงานที่ดูมีความประสานสอดคล้องกันจนผิดธรรมชาติ” ต่างจากทุก ๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเตรียมการวางแผนล่วงหน้าเริ่มจาก “การยั่วยุด้วยอาวุธ” ที่มุ่งหวังบันทึกภาพ และบิดเบือนว่าฝ่ายไทยเข้าโจมตีละเมิดข้อตกลงหยุดยิงสอดรับกับการนัดหมายให้คณะ IOT (คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว) ของกัมพูชาเข้ามาเฝ้าติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ และปิดท้ายด้วยการแถลงชี้แจงเพื่อกล่าวหาฝ่ายไทย โดยทางการฝ่ายกัมพูชาพร้อมสร้างภาพว่าเป็นผู้ถูกกระทำต่อสังคมโลก ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียง“เป้าหมายของการโฆษณาชวนเชื่อ” เท่านั้น
การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ร้ายแรง อย่างกรณีการลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งละเมิดอนุสัญญาออตตาวาเป็นการใช้อาวุธแบบซ่อนรูป ขัดต่อหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง ควรจะเป็นประเด็นหลักที่คณะ IOT ต้องให้ความสำคัญตรวจสอบอย่างจริงจังด้วย เพราะเป็นเรื่องหลักที่มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
ส่วนกรณีที่ นาย เฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติกัมพูชา (CMAC) ได้โพสต์ข้อความกล่าวอ้างว่าไทยยิงปืนใหญ่ใส่กัมพูชาก่อน พร้อมโพสต์รูปหลุมระเบิดเก่าที่เคยใช้บิดเบือนกล่าวหาไทยไปแล้วเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 พลตรี วินธัย ชี้แจงว่า การกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นหนึ่งในประเด็นโฆษณาชวนเชื่อ ที่ฝ่ายกัมพูชาได้มีการวางแผนการจัดฉากอย่างเป็นระบบ ยิ่งไปกว่านั้นหากพิจารณารูปหลุมระเบิดเก่าต่าง ๆ ที่ ผอ. CMAC ได้นำมาเผยแพร่ จะพบว่าลักษณะของหลุมระเบิดและสภาพแวดล้อมโดยรอบ ไม่ใกล้เคียงกับหลุมระเบิดจริงอย่างที่ควรเป็น ทั้งขนาดของหลุมและรัศมีการกระจายตัวของระเบิด ล้วนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทั้งสิ้น