นายกฯ ติดตามการค้าชายแดนไทย - มาเลเซีย และความคืบหน้าก่อสร้างถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม

นายกรัฐมนตรี ติดตามความคืบหน้าก่อสร้างถนนด่านสะเดา เชื่อมไทย - มาเลเซีย ระยะที่ 2 เตรียมพิจารณาอนุมัติงบกลาง เพื่อให้การก่อสร้างแล้วเสร็จตุลาคมนี้ 
(18 ก.พ. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ด่านศุลกากรสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนระหว่างไทยกับมาเลเซีย และติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ กับ ด่านบูกิตกายูฮิตัม ของประเทศมาเลเซีย ระยะที่ 2 

นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังบรรยายสรุปจากนายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร ถึงสถานการณ์ทางการค้าชายแดนไทย - มาเลเซีย ซึ่งในปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวมที่ผ่านเข้า - ออก ทางด่านศุลกากรสะเดา รวมทั้งสิ้น 450,189 ล้านบาท สูงขึ้นร้อยละ 4.8 เมื่อเทียบจากปีงบประมาณ 2566 อยู่ที่ 20,717 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้างถนน จะทำเป็นถนนคอนกรีต 6 ช่องจราจร ระยะทาง 300 เมตร งบประมาณก่อสร้าง 28 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขอรับการจัดสรรงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2568 เนื่องจากด่านศุลกากรเดิมมีความแออัด ไม่สามารถรองรับได้ ซึ่งระยะการดำเนินการโครงการจะสิ้นเสร็จประมาณเดือนตุลาคม 2568 นี้ ตามแผนของประเทศมาเลเซีย ทำให้มีความจำเป็นในการใช้งบกลาง เพื่อก่อสร้าง รวมถึงการประมูล หรือ E-bidding ให้ทันเดือนตุลาคมตามแผน พร้อมโครงการของประเทศมาเลเซีย

นายกรัฐมนตรี ได้ฝากให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ไปดูเรื่องของงบประมาณ และมองว่าโครงการดังกล่าวล่าช้ามา 3 ปีแล้ว ซึ่งนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ฝากให้ทางการไทยดูเรื่องนี้ด้วย 

รมว.เกษตรฯ ผลักดันมะพร้าวน้ำหอมของอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา สู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง พร้อมส่งเสริมการเพาะปลูกตาลโตนดในพื้นที่ สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร 
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา พบปะเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว พร้อมมอบนโยบายและรับฟังปัญหา ตลอดจนแนวทางแก้ไขจากผู้นำท้องที่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับฟังบรรยายสรุปจากผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร เกี่ยวกับการส่งเสริมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่อำเภอสทิงพระ ซึ่งมีมะพร้าวน้ำหอม เป็นพืชเศรษฐกิจรองจากข้าว และปาล์ม โดยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมทั้งอำเภอจำนวน 1,800 ไร่ และปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม จำนวน 4 แปลง เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 152 ราย ครอบคลุมพื้นที่รวม 624.5 ไร่ มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.2 (เทียบกับปี 2563) ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยลดลงร้อยละ 15.7 สามารถผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี ได้ปีละประมาณ 59 ล้านผล เกษตรกรกรสมาชิกแปลงใหญ่มีรายได้ รวม 6.29 ล้านบาท/ปี สำหรับจังหวัดสงขลามีการปลูกมะพร้าวน้ำหอม จำนวน 11,575 ไร่ มากเป็นอันดับ 7 ของประเทศ และเป็นอันดับ 1 ของภาคใต้ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม จำนวน 5,733 ครัวเรือน

นางนฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่มาดูความสำเร็จของแปลงนาข้าวที่ปรับเปลี่ยนเป็นมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่าย “สงขลามหานคร” พร้อมเสริมศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น วางแผนขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพ จำนวน 2,000 ไร่ในปีนี้ และจัดอบรมเกษตรกรให้มีความพร้อมในการปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ อีกทั้ง จัดหาตลาดรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมผลักดันพืชมูลค่าสูง อาทิ ตาลโตนด กาแฟโรบัสต้า และอื่น ๆ ให้เกษตรกรปลูกบนพื้นที่ที่เหมาะสม และจัดหาตลาดรองรับตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐบาล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น 

กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ส่งเสริมตาลโตนด ซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่นของจังหวัดสงขลาที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรและชุมชนไม่น้อยกว่า 3.7 ล้านบาท/ปี โดยปัจจุบันจังหวัดสงขลา มีจำนวนต้นตาลโตนดยืนต้น ประมาณ 744,573 ต้น ให้ผลผลิตแล้ว 494,707 ต้น มีการรวมกลุ่มเพื่อแปรรูปจากผลผลิตตาลโตนด จำนวน 14 กลุ่ม 

รมว.วัฒนธรรม ร่วมคิด ร่วมทำ ประชุมใหญ่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย 5 จังหวัด ขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมเชิงพื้นที่ 
ที่ ม.หาดใหญ่
นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย และรับฟังข้อเสนอแนะการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี และสงขลา) ที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ โดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งขับเคลื่อนการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การสนับสนุน Soft Power การส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการสร้างสันติสุข เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจึงมุ่งเน้น 4 นโยบายหลัก คือ 
1. ส่งเสริมทุนวัฒนธรรมเป็นทุนเศรษฐกิจ เช่น ผลักดันมรดกวัฒนธรรมสู่ระดับสากล และยกระดับเทศกาลประเพณี 
2. พัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจวัฒนธรรม เช่น สนับสนุนเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก 
3. พัฒนาศักยภาพคน ผ่านโครงการ “1 ครอบครัว 1 Soft Power” 
4. พัฒนาสินค้าและบริการวัฒนธรรมสู่ตลาดโลก เช่น ผลิตภัณฑ์ CPOT (Cultural Product of Thailand : ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย ) และอาหารพื้นถิ่น 
ซึ่งนโยบายเหล่านี้สอดรับกับแผนพัฒนาภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เพื่อยกระดับการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และสร้างสังคมที่เป็นสุขอย่างยั่งยืน 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar