ครม. เพิ่มค่าตอบแทนครูสอนศาสนา 5 จชต. เสริมความเท่าเทียมสร้างสันติสุข

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติปรับเพิ่มค่าตอบแทนครูและค่าบริหารจัดการของโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบที่สอนศาสนาอิสลามใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ตามที่ กระทรวงศึกษาธิการ เสนอ ดังนี้
     1. ปรับเพิ่มอัตราค่าตอบแทนครูสอนศาสนา ดังนี้
         - ครูสอนศาสนาในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) จากอัตราปัจจุบัน 3,000 บาท/คน/เดือน เป็น 3,500 บาท/คน/เดือน
         - โต๊ะครูหรือผู้ช่วยโต๊ะครู ในสถาบันการศึกษาปอเนาะ (สถาบันสอนศาสนาอิสลามที่มีหอพัก) จากอัตราปัจจุบัน 2,000 บาท/คน/เดือน เป็นโต๊ะครู 4,000 บาท/คน/เดือน และผู้ช่วยโต๊ะครู 3,500 บาท/คน/เดือน เนื่องจากภาระงานของโต๊ะครูมากกว่าผู้ช่วยโต๊ะครูในการดูแลและบริหารจัดการสถาบันศึกษาปอเนาะ
        - ครูสอนศาสนาในโรงเรียนเอกชนในระบบที่สอนศาสนาอิสลาม จากอัตราปัจจุบัน 2,000 บาท/คน/เดือนเป็น 3,500 บาท/คน/เดือน
        - ครูสอนศาสนาในโรงเรียนเอกชนนอกระบบที่สอนศาสนาอิสลามอย่างเดียว จากอัตราปัจจุบัน 2,000 บาท/คน/เดือน เป็น 3,500 บาท/คน/เดือน
ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีลักษณะพิเศษและมีความละเอียดอ่อนได้รับความเป็นธรรมอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนที่จะเสริมสร้างความมั่นคงในเขตพื้นที่ดังกล่าวให้เกิดสันติสุขและสมานฉันท์
     2. ปรับเพิ่มจำนวนครูสอนศาสนาที่ได้รับเงินอุดหนุน ดังนี้
        - เพิ่มการจัดสรรค่าตอบแทนให้กับผู้สอนในตาดีกาที่มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 180 คน จาก 4 คน เป็น 6 คน เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนผู้สอนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - ปีที่ 6 จำนวน 6 คน ตามหลักสูตรอิสลามศึกษาฟัรฎูอีนประจำมัสยิดระดับอิสลามศึกษาตอนต้น (อิบติดาอียะฮฺ) พุทธศักราช 2559/ฮิจเราะฮฺศักราช 1437 จำนวน 6 ชั้นปี ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในตาดีกา และจัดสรรค่าตอบแทนให้กับผู้สอนในตาดีกาที่มีจำนวนนักเรียน 181 คน ขึ้นไป ในอัตราส่วนผู้สอน 1 คน ต่อนักเรียน 30 คน ทั้งนี้ ไม่เกิน 12 คน ต่อศูนย์เพื่อให้เป็นไปตามอัตราส่วนจำนวนครูต่อจำนวนนักเรียนตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยการกำหนดจำนวนครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. 2551 ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2551
        - จัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าตอบแทนโต๊ะครูและผู้ช่วยโต๊ะครูรวมทั้งค่าบริหารจัดการสถาบันศึกษาปอเนาะให้กับสถาบันศึกษาปอเนาะที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 25 คน ซึ่งปัจจุบันเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคแก่สถาบันศึกษาปอเนาะทุกแห่ง
        - เพิ่มการจัดสรรค่าตอบแทนครูในโรงเรียนเอกชนในระบบที่สอนศาสนาอิสลามที่มีนักเรียน 121 คนขึ้นไป จากเดิมจัดสรรให้ครู 4 คน เป็น 6 คน เพื่อให้เสมอภาคและเท่าเทียมกับจำนวนครูสอนศาสนาที่ได้รับเงินอุดหนุนในตาดีกา
     3. ปรับเพิ่มอัตราค่าบริหารจัดการโรงเรียน ดังนี้
        - ตาดีกา จากอัตราปัจจุบัน 2,000 บาท/แห่ง/เดือน ปรับเป็น 3,000 บาท/แห่ง/เดือน
        - สถานศึกษาปอเนาะ จากอัตราปัจจุบัน 1,000 บาท บาท/แห่ง/เดือน ปรับเป็น 3,000 บาท/แห่ง/เดือน
        - โรงเรียนเอกชนนอกระบบที่สอนศาสนาอิสลามอย่างเดียว จากอัตราปัจจุบัน 1,000 บาท/แห่ง/เดือน 
ปรับเป็น 3,000 บาท/แห่ง/เดือน
     ทั้งนี้ เพื่อให้โรงเรียนเอกชนที่สอนศาสนาทุกแห่งได้รับค่าบริหารจัดการที่เสมอภาคและเท่าเทียมกันประกอบกับโรงเรียนดังกล่าวมีภาระงานที่เพิ่มขึ้น เช่น การติดตามตรวจสอบเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวัน การจัดทำข้อมูลสารสนเทศของโรงเรียนผ่านระบบสารสนเทศของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สข.) การจัดทำหลักฐานการจบหลักสูตร รวมทั้งการจัดทำข้อสอบ ทำให้ค่าบริหารจัดการต้องปรับเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องตามค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
     4. จัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าตอบแทนครูและค่าบริหารจัดการให้กับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทุกแห่งที่จัดตั้งถูกต้องตามกฎหมายใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา (เฉพาะอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) เนื่องจากปัจจุบันโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาบางประเภทในจังหวัดสตูลและสงขลา (เฉพาะอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) ยังไม่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าตอบแทนครูและค่าบริหารจัดการเช่นเดียวกับเงินอุดหนุนค่าตอบแทนผู้สอนในตาดีกา และค่าบริหารจัดการมัสยิดที่ให้กับตาดีกาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีลักษณะพิเศษมีความละเอียดอ่อนได้รับความเป็นธรรมอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนที่จะเสริมสร้างความมั่นคงในเขตพื้นที่ดังกล่าวให้เกิดสันติสุขและสมานฉันท์
     สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดสตูลและสงขลา (เฉพาะอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) ที่ต้องได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าตอบแทนครูสอนศาสนา และค่าบริหารจัดการ มีดังนี้
     (1) สถาบันศึกษาปอเนาะ ได้รับค่าตอบแทนครูสอนศาสนาและค่าบริหารจัดการ            
     (2) โรงเรียนเอกชนในระบบที่สอนศาสนาอิสลาม ได้รับค่าตอบแทนครูสอนศาสนา        
     (3) โรงเรียนเอกชนนอกระบบที่สอนศาสนาอย่างเดียว ได้รับค่าตอบแทนครูสอนศาสนาและค่าบริหารจัดการ                     
     ทั้งนี้ การปรับเพิ่มค่าตอบแทนครู และค่าบริหารจัดการของโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบที่สอนศาสนาอิสลามใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น รวมทั้งสิ้นปีละ 169.95 ล้านบาท 

ครม. อนุมัติการจ่ายเงินทดแทนการประกันชีวิตย้อนหลังแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพถึงขั้นปลดออกจากราชการ (เพิ่มเติม)
     คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจ่ายเงินทดแทนการประกันชีวิตย้อนหลังให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพถึงขั้นปลดออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 ที่ยังไม่ได้รับเงินทดแทนการประกันชีวิตย้อนหลัง (เพิ่มเติม) จำนวน 4 รายๆ ละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 2 ล้านบาท ตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ก.บ.จ.ต.) ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ของ สปน. ภายใต้แผนงานพื้นฐานด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ผลผลิตการพัฒนาติดตามและประเมินผลการปฏิบัติราชการและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รายการค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการประกันชีวิตให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว ทั้งนี้ ให้ สปน. และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รับความเห็นของกระทรวงคมนาคม (คค.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย
     สาระสำคัญของเรื่อง
     1. เรื่องนี้เป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2550 ข้อ 13 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจัดให้มีการประกันชีวิตให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (1 ธันวาคม 2552) อนุมัติให้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจัดทำประกันชีวิต แบ่งเป็น 2 กรณี คือ (1) กรณีหน่วยงานของรัฐจัดทำประกันชีวิตให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้กับบริษัทประกันภัยโดยมีวงเงินเอาประกันภัย จำนวน 500,000 บาท และ (2) กรณีหน่วยงานของรัฐไม่ได้จัดทำประกันชีวิตให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้และหน่วยงานของรัฐมีความประสงค์ให้รัฐเป็นผู้จ่ายเงิน “เงินทดแทนการประกันชีวิต” แทนการจัดทำประกันชีวิตกับบริษัทประกันภัย รายละ 500,000 บาท โดยให้เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา และมติคณะรัฐมนตรี (12 กรกฎาคม 2559) กรณีที่พบว่ามีผู้มีสิทธิในการรับเงินทดแทนการประกันชีวิตเพิ่มเติม ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ขออนุมัติการจ่ายเงินต่อคณะรัฐมนตรีเป็นคราว ๆ ไป โดยมีความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) ประกอบเรื่องด้วย
     2. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติอนุมัติการจ่ายเงินทดแทนการประกันชีวิตย้อนหลังแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพถึงขั้นปลดออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 มาแล้ว 3 ครั้ง จำนวน 1,437 ราย เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 703.50 ล้านบาท ในครั้งนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการจัดเงินทดแทนการประกันชีวิตให้แก่เจ้าหน้าที่ฯ ที่ยังมิได้รับเงินทดแทนการประกันชีวิตย้อนหลังเพิ่มเติมอีก 4 ราย รายละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 2 ล้านบาท ซึ่งได้ตรวจสอบแล้ว เจ้าหน้าที่ทั้ง 4 ราย ไม่ซ้ำซ้อนกับผู้ที่ได้รับเงินทดแทนไปก่อนหน้านี้ ตามความเห็น ของคณะกรรมการพิจารณาบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 
     ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และ ศอ.บต. พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar