(27 ธ.ค. 68) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ร่วมลงนามในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement ในการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย - กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) เข้าร่วมสังเกตการณ์ โดยพลเอก ณัฐพล เปิดเผยถึงผลประชุม GBC ว่า ที่ประชุมตระหนักถึงความสำคัญของการหารือเพื่อระงับข้อพิพาทโดยสันติ ในบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ ความจริงใจ ความสุจริตใจ ความเป็นธรรม และความเคารพซึ่งกันและกัน ตามวัตถุประสงค์และหลักการ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน และสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อปูทางไปสู่บทใหม่แห่งสันติภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบต่อความเข้าใจและมาตรการดังต่อไปนี้
1. มาตรการลดความตึงเครียด
1) ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในการหยุดยิงทันที ภายหลังเวลาที่ลงนามในถ้อยแถลงร่วมฉบับนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่ เวลา 12.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยครอบคลุมอาวุธทุกชนิด รวมทั้งการโจมตีพลเรือน เป้าหมายและโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน เป้าหมายทางทหารของแต่ละฝ่ายในทุกกรณีและทุกพื้นที่ ทั้งสองฝ่ายต้องหลีกเลี่ยงการโจมตีที่ไม่ได้เกิดจากการยั่วยุ หรือการเคลื่อนพลมุ่งหน้าต่อที่ตั้งหรือกำลังของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยจะต้องไม่ละเมิดข้อตกลงนี้โดยเด็ดขาด
2) ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้คงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบัน (maintain current troop deployments) โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังที่ตั้งอยู่เพิ่มเติม และจะไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง รวมทั้งการลาดตระเวนตรงไปยังที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม
3) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมฉบับนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลัก เขตแดนระหว่างสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสนอเรื่องดังกล่าวให้แก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission) เพื่อกลับมาดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในโอกาสแรก ให้เป็นไป ตามความตกลงที่มีอยู่ระหว่างสองประเทศ เพื่อบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนตลอดแนวชายแดน ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ ร่วมกันให้ใช้กลไกที่มีอยู่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยและสวัสดิภาพของชุด สำรวจร่วมในพื้นที่ปฏิบัติงาน รวมทั้งความปลอดภัยจากทุ่นระเบิด โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบหากคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมจะจัดให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบที่มีประชาชนอาศัยอยู่ ได้รับการกำหนดความสำคัญเป็นลำดับแรกที่สุด
4) ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้อนุญาตให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับสู่ที่อยู่อาศัยและได้ดำรงชีวิตตามปกติในพื้นที่ในเขตของฝ่ายตนในโอกาสแรก โดยปราศจากอุปสรรค และโดยปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี
5) ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะไม่เพิ่มกำลังเข้ามาตลอดแนวชายแดนไทย - กัมพูชา เนื่องจากการเพิ่ม กำลังจะเป็นการเพิ่มบรรยากาศความตึงเครียดระหว่างกันมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลกระทบทางลบต่อการแก้ไข สถานการณ์ในระยะยาว
6) ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะละเว้นจากการดำเนินการยั่วยุใด ๆ ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปฏิบัติการทางทหารเพื่อรุกล้ำเขตน่านฟ้า ดินแดน หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ณ เวลาหยุดยิง โดยทั้งสองฝ่าย ตกลงที่จะละเว้นจากการก่อสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหารหรือการเสริมความมั่นคงของที่ตั้งทางทหารล้ำออกไปนอกเขตของฝ่ายตน
7) ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ในการงดเว้นการใช้กำลังทุกประเภทต่อพลเรือนและเป้าหมายทางพลเรือน โดยเด็ดขาด ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนแล้ว ยังเป็นการละเมิด กฎหมายระหว่างประเทศและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศของฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
8) ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะงดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมเพื่อลดความตึงเครียด ลดความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ
9) ทั้งสองฝ่ายได้ย้ำถึงพันธกรณีของตนภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และการ ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Ottawa Convention) โดยทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติงานร่วมกันผ่านคณะทำงาน ประสานงานร่วม (Joint Coordinating Task Force: JCTF) ด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม โดยเป็นไป ตามมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติ (Standard Operating Procedures: SOP) ที่ได้ตกลงกัน เพื่อให้การเก็บกู้ทุ่นระเบิดตลอดแนวชายแดนมีความคืบหน้าโดยเร็ว
10) ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติของ กัมพูชาและสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย และได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อป้องกัน การหลอกลวงออนไลน์ การแก้ไขปัญหาการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในทางที่มิชอบ และการส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูล ที่มีความรับผิดชอบและถูกต้อง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น เสถียรภาพ และความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีระหว่างกัน
11) ตามเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงร่วมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทหารกัมพูชา 18 คน จะถูกส่งคืนกลับให้กัมพูชา ภายหลังจากการหยุดยิงคงอยู่เป็นเวลาต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง
2. กลไกสำหรับการดำเนินการและการติดตามการปฏิบัติตามมาตรการลดความตึงเครียด
12) ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) และเห็นพ้องที่จะเพิ่มบทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนให้มากยิ่งขึ้น โดยปรึกษาหารือร่วมกับประธาน อาเซียนและคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน เพื่อการตรวจสอบและการยืนยันการดำเนินการตามมาตรการทั้งหมดในแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้อย่างมีประสิทธิผล
13) เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้กลไกหน่วยประสานงาน ชายแดน ไทย - กัมพูชา และ กัมพูชา - ไทย เพื่อดำเนินการให้การหยุดยิงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง บริหารจัดการ สถานการณ์ในพื้นที่ แก้ไขเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างทันท่วงที และป้องกันการประเมินผิดพลาด ภายใต้การสังเกตการณ์และการตรวจสอบของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน
14) ทั้งสองฝ่ายจะคงไว้ซึ่งช่องทางการสื่อสารโดยตรงและสม่ำเสมอระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์เร่งด่วนที่ไม่อาจแก้ไขได้ในระดับพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ หากมีความจำเป็น ผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่ายจะพบหารือกันเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างมีประสิทธิผล
15) คณะทำงานประสานงานร่วมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (JCTF) จะแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องของฝ่ายตน รวมทั้งคณะทำงานร่วมของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้รับทราบและอำนวยความสะดวกในการ ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนที่ได้กำหนดเป็นลำดับความสำคัญตามแผนปฏิบัติการที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกัน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นปราศจากอุปสรรคหรือความเข้าใจผิด
16) คณะทำงานที่รับผิดชอบการแถลงข่าวทางการของทั้งสองฝ่ายจะรักษาการสื่อสารโดยตรงและอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันและจัดการข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จอย่างมีประสิทธิผล ตลอดจนทำให้เกิดความโปร่งใส และความถูกต้องของข่าวสารและรายงานต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ด้าน พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา กล่าวว่า การกำหนดหยุดยิง 72 ชั่วโมง เพื่อยืนยันว่ามีการหยุดยิงเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลง โดยช่วง 72 ชั่วโมงเป็นกรอบเฝ้าติดตามร่วมกัน ลดความเสี่ยงความเข้าใจผิดและเหตุปะทะซ้ำ และช่วยสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ซึ่งข้อตกลงมีความชัดเจนว่า ต้องไม่มีการโจมตีหรือยั่วยุซ้ำ หากเกิดเหตุ ไทยจะดำเนินการตามกฎการปะทะและมาตรการที่เหมาะสม เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน
ซึ่งหลังเวลา 12.00 น. ซึ่งเป็นเวลาหยุดยิงตามถ้อยแถลง ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อำเภอน้ำยืน (ศบก.อ.น้ำยืน) รายงานสถานการณ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เสียงปืนสงบ เมื่อเวลา 12.00 น. ในห้วงของการหยุดยิง ภายในเวลา 72 ชั่วโมง ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารข้อมูลจากทางราชการเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่และขอความร่วมมือปฏิบัติตามแนวทางที่อำเภอกำหนด
นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ สั่งการให้ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด(EOD) บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจภูธรจังหวัด ตำรวจตระเวนชายแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าสำรวจพื้นที่เสี่ยงในชุมชนและที่พักอาศัย ระหว่างช่วงการประกาศสังเกตการณ์หยุดยิงเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย ก่อนรองรับการอพยพประชาชนกว่า 100,000 คน กลับสู่ภูมิลำเนา
นายสุทธิโรจน์ เจริญธนศักดิ์ นายอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ได้แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน ให้ประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนในพื้นที่ชายแดน ให้ชะลอการอพยพประชาชนกลับเข้าพื้นที่ไว้ก่อน เนื่องจากจังหวัดได้ประสานให้ชุดปฏิบัติการเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบความปลอดภัยในพื้นที่บ้านเรือนที่เป็นจุดกระสุนตก ระหว่างวันที่ 27 - 28 ธันวาคม 2568 เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน ภายหลังการตรวจสอบพื้นที่แล้ว หากพบว่ามีความปลอดภัยและไม่มีเหตุยิงปะทะเกิดขึ้นอีก จังหวัดจะพิจารณาและมีคำสั่งอนุญาตให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านได้ต่อไป
ขณะที่ กระทรวงยุติธรรม รายงานสรุปผลการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 8 - 26 ธันวาคม 2568 ผ่านการปฏิบัติงานของสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในพื้นที่ รวมจำนวน 19 แห่ง บูรณาการร่วมกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ด้วยการระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แจ้งสิทธิรับคำขอค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา และให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบแล้ว รวมจำนวนทั้งสิ้น 289 ราย เป็นผู้เสียชีวิต 16 ราย และผู้บาดเจ็บ 273 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2568) โดยมีการบูรณาการทำงานและประสานส่งต่อคำขอไปยังสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในพื้นที่เกิดเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้เสียหายและครอบครัวได้รับสิทธิและการเยียวยาตามกฎหมายอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง